01
break time

skyline dining

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะเหมาะ แก่การนั่งดื่มด่ำบนโต๊ะดินเนอร์ ที่วางขนานเส้นขอบฟ้าได้เท่ากับ เดือนสุดท้ายของปี

maya

27การยึดพื้นที่บนชั้น 29 ของโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ สุขุมวิท 22 ทำให้ Maya ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านอาหารอินเดียที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ไปโดยปริยาย ทั้งยังยกระดับอาหารจากแดนภารตะให้ดูฟู่ฟ่าทันสมัยด้วยการตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย ใช้วัสดุเท่ๆ อย่างโครงเหล็กและลูกกรงมาล้อกับความหรูหราของโคมไฟระย้าและโต๊ะหินอ่อนสีดำขลับออกมาได้อย่างไม่ขัดเขิน โอบล้อมด้วยผนังกระจกใสที่ทำให้คุณได้สัมผัสกับวิวสวยยามค่ำคืน ขณะเดียวกันก็มีโซนสำหรับให้นักกินตัวยงได้นั่งชมเชฟชาวอินเดียผู้มากประสบการณ์อย่าง Ramneek Singh Lamba พาลูกทีมง่วนกับการปรุงอาหารในครัวเปิดแบบเพลินๆ หรือจะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่เอาต์ดอร์เลานจ์ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

 

อาหารอินเดียของที่นี่ยังคงรสชาติแบบต้นตำรับแต่แอบหยอดลูกเล่นในเรื่องการจัดวางอย่างพิถีพิถันให้ดูน่าสนใจ เราได้ลิ้มลองเมนูแนะนำอย่าง Peshawari Murgh Tikka ไก่หมักพริกแคชเมียร์และเครื่องเทศนำมาย่างในเตาทันดูจนหอมกรุ่น เนื้อนุ่ม รสชาติอร่อยกำลังดี ไม่หนักเครื่องเทศจนเกินไป สั่งมากินคู่กับขนมปังนานที่มีให้เลือกหลายรสชาติ เข้ากันดีเชียวล่ะ ส่วนคนรักแซลมอนก็น่าสั่ง Sarson Salmon Tikka ปลาแซลมอนหมักเครื่องเทศย่างที่เนื้อนุ่มละมุนลิ้นยิ่งกว่า ถ้ากลัวจะแห้งไปก็สั่งแกงมาตั้งกลางวงสักถ้วยอย่างเช่น Seabass Moilee แกงปลากะพงน้ำกะทิ ที่ได้กลิ่นหอมของเนื้อปลาจากการนำไปจี่บนกระทะก่อนจะนำลงต้ม ทั้งยังเจือกลิ่นเผ็ดร้อนของขิงไว้เบาๆ จบหมวดของคาวก็ต่อด้วยของหวานที่มีดาวเด่นอย่าง Maya Shrikhand โฮมเมดโยเกิร์ต 4 รสชาติ ได้แก่ มะม่วง บลูเบอร์รี กุหลาบ และอัลมอนด์ผสมถั่วพิสตาชิโอ ถ้ามากันหลายคนก็แบ่งกันชิมคนละคำสองคำ อิ่มกันแบบสบายท้อง ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ดีเจมายืนเปิดแผ่นเร่งจังหวะให้คึกคักอยู่ที่ริมบาร์เครื่องดื่ม เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศห้องอาหารอินเดียให้เป็นบาร์เก๋ไก๋ได้ในพริบตา นอกจากที่นี่จะมีไวน์หลายชนิดแล้ว ยังมีค็อกเทลอีกสารพัดชนิดให้เลือกสรร ถ้าไม่มีไอเดียก็ลองสั่งแก้วซิกเนเจอร์อย่าง SUGAR-huri-CANE น้ำอ้อยผสมวอดก้าและเตกิล่าที่รสหวาน ดื่มง่าย แต่ระวังจะหัวหมุนติ้วเหมือนชื่อเครื่องดื่มโดยไม่รู้ตัว แต่อย่าได้กลัว ก็ปาร์ตี้ต่อกันไปยาวๆ เลย

 

maya
holiday inn bangkok
สุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ
เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น.
โทร. 0-2683-4888
mayathailand.com

 


horizons

23น้องสาวคนสุดท้องในตระกูล Heaven Bangkok บนยอดตึกของห้างสรรพสินค้าเซนที่คลานตามห้องอาหารนานาชาติ Zense บนชั้น 17 และห้องอาหารญี่ปุ่นสไตล์ฟิวชั่น Shintori บนชั้น 18 อันเป็นที่รู้จักไปแล้วก่อนหน้านี้ แม้จะเกิดที่หลังแต่ Horizons ก็ได้เปรียบสองพี่ใหญ่ด้วยการครอบครองพื้นที่บนชั้นสูงสุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ Dining & Bar บนดาดฟ้ากลางแจ้ง แต่ก็ไม่ห้ามถ้าอยากนั่งรับประทานอาหารด้านในบนโต๊ะหน้าครัวเปิด พลางส่องหาเซบาสเตียน ไรเชอร์ เชฟหนุ่มหน้ามนชาวเวียนนาผู้มากประสบการณ์ในการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่ผสมผสานระหว่างอาหารไทยและอาหารยุโรปเข้าด้วยกัน

 

แม้จะออกตัวว่าเสิร์ฟทาปาสเป็นหลัก แต่ก็มีเมนูเยอะจนเลือกไม่ถูก ไล่มาตั้งแต่สลัดหลายชนิด ซุปที่เสิร์ฟในแก้วช็อต ทาปาสทั้งแบบเอเชียและยุโรป จนถึงจานหลักและของหวาน เราได้ชิมทาปาสแนะนำอย่าง Honey Spiced Confififfiit Duck Crêpe Roll เนื้อเป็ดกงฟีต์ราดซอสเผ็ดหวานห่อด้วยแป้งเครป Viennese Caraway Belly หมูสามชั้นอบเมล็ดยี่หร่าเวียนนาวางซ้อนบนกะหล่ำปลี ท็อปด้วยซอสฮอร์สราดิช และ Austrain Spinach Strudel ที่นำขนมสตรูเดิลอันเลื่องชื่อของออสเตรียมาสอดไส้ผักโขมและเฟตาชีส เสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ตผสมผักชีลาว ก่อนจะตบท้ายด้วยของหวาน Sweet Escape Platter ที่ประกอบด้วยของหวานในถ้วยแก้ว 6 ชนิดวางเสิร์ฟบนแผ่นหินที่สามารถปิดฉากมื้อนี้ได้อย่างหอมนุ่มละมุนลิ้น

 

 

อิ่มท้องแล้วอย่าเพิ่งกลับ เชิญนั่งดริงค์กันต่อที่บาร์เก๋ทรงกลมโดยมีดาวเด่นอยู่ในหมวด Molecular Dreams ที่นำค็อกเทลคลาสสิกทั้งหลายมาเติมลูกเล่นด้วยศาสตร์แบบโมเลกูลาร์ จากฝีมือของมิกโซโลจิสต์สัญชาติไทย สุวรรณ สีลี แชมป์การแข่งขัน Bacardi Global Legacy Cocktail ในปี 2012 พลางขยับตัวตามจังหวะบีตของดีเจที่เปิดแผ่นอยู่บนเวทีไล่ระดับ แต่มันคงไม่จบแค่นี้น่ะสิ เพราะถ้าคุณหมุนตัวก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นลอยก็จะพบกับบาร์สีทองอร่ามบนยอดตึกชื่อ Heaven on ZEN ที่มองเห็นวิวของกรุงเทพฯ ยามราตรีได้แบบ 360 องศา หลังจากดื่มต่ออีกสักสองสามแก้ว คุณอาจเอ่ยปากว่า นี่แหละสวรรค์ของจริง!

 

horizons @ heaven
zen world ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ
เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.30-01.00 น.
โทร. 0-2100-0900
www.horizonsbangkok.com

 


octave

25ท่ามกลางผับบาร์และร้านอาหารที่อัดแน่นอยู่แทบทุกตารางเมตรในย่านทองหล่อและเอกมัย Octave Rooftop Lounge & Bar ยกพื้นให้สูงขึ้น (มาก) จนถึงชั้น 45 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงแรมแมริออท กรุงเทพ สุขุมวิท จนไม่มีสิ่งใดมาบดบังรัศมีโดยรอบ นอกจากก้อนเมฆท้องฟ้าและวิวไกลสุดลูกหูลูกตาของเมืองหลวง

 

สถานแฮงเอาต์ที่อยู่ในระดับเดียวกับเส้นขอบฟ้าแห่งนี้ได้รับการตกแต่งด้วยเนื้อไม้สีอ่อนผนวกกับโลหะสีเข้ม ให้ความรู้สึกที่เรียบง่ายแต่ทันสมัยภายใต้แรงบันดาลใจจากระเบียงอพาร์ตเมนต์ในมหานครนิวยอร์ก แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ชั้น ไล่จากเลานจ์บนลานกว้างที่เหมาะแก่การนั่งรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ขึ้นไปสู่ห้องวีไอพี The Attic เพื่อการจัดเลี้ยงแบบส่วนตัว จนถึง The Upper Bar ที่มีโต๊ะและเก้าอี้ทรงสูงตั้งเรียงรายสำหรับนั่งกินของว่างหรือดื่มแบบชิลๆ ก่อนจะไปจบลงที่ดาดฟ้าบนชั้น 49 ที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ได้แบบ 360 องศา โดยมีจุดศูนย์กลางเป็นบาร์เครื่องดื่มรูปวงกลม ขณะที่คุณยืนรอบาร์เทนเดอร์ก็สามารถโยกตัวเบาๆ ได้ตามจังหวะดนตรีฟังกี้เฮาส์จากการเปิดแผ่นของดีเจที่ไม่อึกทึกจนเกินไป แสนจะเข้ากับบรรยากาศ

 

แม้จะไม่ปรากฏคำว่า Restaurant อยู่ในชื่อสกุลของร้าน แต่ Octave เสิร์ฟอาหารจานเบาแบบทาปาสที่กินไปกินมาก็อิ่มท้องใช่เล่น ถ้าชอบซีฟู้ดแนะนำให้สั่งเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Octave Chill ที่มีทั้งหอยนางรมสด หอยเชลล์ ปูอลาสกา และทูน่าทาร์ทาร์ ให้เลือกตามใจชอบ รวมถึงอาหารสัญชาติญี่ปุ่นอย่างซูชิ ซาชิมิ และอาหารปิ้งย่างสไตล์ยากิโทริที่มีตั้งแต่ปลาแซลมอน ปลาคอด กุ้ง ไก่ จนถึงเนื้อวากิว สั่งมากินคู่กับไวน์ เบียร์ หรือค็อกเทลสูตรเฉพาะอย่างเช่น Bloom over the Roof วอดก้าผสมชาเบอร์รีแดง ได้รสชาติหวานกำลังดีเหมาะจะเป็นแก้วโปรดของสาวๆ หรือไม่ก็ Purple Ovation เหล้ายินผสมน้ำดอกอัญชันจนได้ค็อกเทลแก้วม่วงอมน้ำเงิน สีเดียวกับท้องฟ้าในนาทีที่ตะวันกำลังจะสิ้นแสง

 

 

octave rooftop lounge & bar
bangkok mariott hotel sukhumvit
สุขุมวิท 57 กรุงเทพฯ
เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-01.00 น.
โทร. 0-2797-0000

 


elements

21ห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์สองดาวชื่อ Ciel Bleu ที่โรงแรมดิ โอกุระ ในกรุงอัมสเตอร์ดัม คือแรงบันดาลใจในการสะท้อนมุมมองแห่งการรับประทานอาหารของคนเจเนอเรชั่นใหม่มาสู่ห้องอาหาร Elements ที่โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ ในกรุงเทพฯ

 

แม้จะตั้งอยู่บนชั้น 25 ของโรงแรมระดับห้าดาว แต่ห้องอาหารแห่งนี้ขอลบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของดินเนอร์หรูออกไปซะ ไม่ต้องถูกตีกรอบด้วยการแต่งตัวเต็มยศหรือธรรมเนียมวุ่นวายบนโต๊ะอาหาร ขอแค่คุณมีความสุขกับอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ตรงหน้าเป็นพอ แนวคิดนั้นสะท้อนออกมาสู่การตกแต่งร้านที่เน้นความเรียบโก้มากกว่าความหรูหราด้วยองค์ประกอบที่มีกลิ่นอายของ industrial loft อย่างโครงเหล็กเปลือย ผนังถ่านหิน เก้าอี้หนัง พื้นไม้ และโคมไฟโลหะก้านยาว ตรงกันข้ามกับลีลาการประกอบอาหารของเชฟเฮนรี จาค็อบ จากนิวยอร์ก ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดนับตั้งแต่วัตถุดิบ ขั้นตอนการปรุง จนถึงบรรจงตกแต่งอาหารที่แสดงให้เราเห็นผ่านเคาน์เตอร์ยาวหน้าครัวเปิด สิ่งที่คุณต้องหนักใจคือการตัดสินใจว่าจะนั่งซึมซับบรรยากาศโก้เก๋ด้านในหรือจะออกไปนั่งชมวิวสวยของบรรดาตึกระฟ้าที่ลานด้านนอกดี

 

อาหารของที่นี่ได้รับการจำกัดความว่า ‘modern logical cuisine’ นั่นคือการใช้วัตถุดิบที่สดใหม่โดยยึดตามธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ และอากาศ สมกับชื่อ Elements การนั่งรอเมนูแต่ละจานที่จะมาเสิร์ฟลงตรงหน้าจึงดูน่าตื่นเต้นราวกับกำลังนั่งชมการแสดงแต่ละองก์บนเวทีด้วยการนำเสนอเท็กซ์เจอร์ที่ขัดกัน การจับคู่ความเข้มข้นเข้ากับความบางเบา ตลอดจนองค์ประกอบอื่นๆ อย่างอุณหภูมิ รสชาติ และสีสัน ยิ่งหากเป็นคืนวันศุกร์คุณจะพบกับคอนเซ็ปต์ ‘Food Family and Friends’ ที่สามารถเลือกรับประทานอาหารได้หลากหลายชนิดจากเมนูบนกระดานดำ ‘แบบไม่จำกัด’ แต่ล้วนสร้างสรรค์จากวัตถุดิบชั้นดี อาทิ เนื้อวากิว เห็ดทรัฟเฟิล หอยเชลล์ หอยนางรม ปลาแซลมอน ปลาทูน่าสด และเนื้อหมูเอบิริโกจากสเปน รวมถึงขนมหวาน ไวน์ และชีส ส่วนวิธีการปรุงนั้นเราไม่ขอบรรยาย เพราะเชฟเฮนรีจะเปลี่ยนเมนูบนกระดานดำไปตามวัตถุดิบที่หาได้ในแต่ละสัปดาห์ ถือซะว่าเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์ในมื้อพิเศษก็แล้วกัน

 

elements
the okura prestige bangkok park ventures ecoplex
ถ.วิทยุ กรุงเทพฯ
เปิดบริการทุกวัน เวลา18.00-22.30 น.
โทร. 0-2687-9000
www.okurabangkok.com

Please fill in all required fields:
Your Name (*)
Your Email (*)
Enter the code shown in the image (*)
Rate this story and Please give your reviews!

RATE THIS STORY

Your email address will not be shown

*

captcha

Enter the code shown in the image (*)