bn05
break time

100 YEARS IN MUSIC เพราะวงจรดนตรีไม่เคยหยุดนิ่ง

กว่า 100 ปี สำหรับดนตรี ที่มีความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตลอดเวลา ผู้คนในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้รังสรรคค์และถ่ายทอดความคิดผ่านบทเพลงอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งแต่ละช่วงเวลาของดนตรีนั้นมีเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะตัว คล้ายกับเป็นไดอารี่บอกเล่าเรื่องราวให้แก่คนรุ่นหลังได้รับรู้เรื่องราวมากมาย

 

Original Dixieland Jazz Band

 

1910’s

ถึงแม้ทศวรรษนี้จะเต็มไปด้วยความขัดแย้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บนภาคพื้นยุโรป วงการบันเทิงกลับเจริญรุดหน้าเป็นอย่างมากบนทวีปอเมริกา จากคอมมูนิตี้เล็กๆ ในปลายปี 1890’s ฮอลลีวูดเติบโตขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมหนังชั้นนำของโลก ทางฝั่งตะวันออกเมืองชิคาโก้และเมืองนิวออร์ลีนส์กลายเป็นบ้าน (และคู่แข่ง) ของดนตรีแจ๊ซ แนวเพลงที่เกิดจากการตีความเพลงคลาสสิกที่นิยมของยุโรปและอเมริกา มาผสมผสานกับดนตรีพื้นเมืองและวัฒนธรรมของคนผิวสี ได้ออกมาเป็นแนวเพลงที่เน้นจังหวะสวิงขึ้นลง ประสานกับเครื่องดนตรีทองเหลืองอย่างลงตัว

 

+ Original Dixieland Jass Band 

Livery Stable Blues เป็นเพลงแจ๊ซที่ได้รับการอัดเสียงเพลงแรกของโลก โดยวง Original Dixieland Jass Band ในปี 1917 ส่วนเพลง Tiger Rag ที่อัดภายในปีเดียวกันกลายมาเป็นเพลง Jazz Standard หรือเพลงมาตรฐานที่ศิลปินแจ๊ซใช้บรรเลง ซึ่งได้รับการอัดใหม่โดยศิลปินดังๆ มากมายมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 New Orleans Rhythm Kings

Bat027 Smith, Bessie

Louis Armstrong (1955)

 

1920’s

ดนตรีแจ๊ซไม่เพียงได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา แต่กระจายวงกว้างไปทั่วโลก ยุคดนตรีแจ๊ซหรือ Jazz Age นั้นให้กำเนิดตำนานศิลปินแจ๊ซมากมายไม่ว่าจะเป็น New Orleans Rhythm Kings ที่เป็นการร่วมตัวของนักดนตรีฝั่งชิคาโก้และนิวออร์ลีนส์เข้าด้วยกัน รวมไปถึง Bessie Smith ราชินีแห่งเพลงบลูส์ ผู้กลายเป็นแรงบันดาลใจของนักดนตรีแจ๊ซในรุ่นหลัง และ Louis Armstrong ศิลปินแจ๊ซที่มีชื่อเสียงยาวนาน 5 ทศวรรษมาจนถึงปี 1960’s

 

 

gatsby1

 

+ The Great Gatsby

Roaring Twenties หรือยุคของคนรุ่นใหม่หลังช่วงสงครามที่ค้นหาความเป็นอิสระ และต่อต้านความคิดของคนรุ่นก่อน (และการต่อต้านยุคห้ามขายแอลกอฮอล์หรือ Prohibition ในปี 1920-1933) นั้นเติบโตควบคู่มากับยุค Jazz Age ที่คนรุ่นเก่ามองว่าเป็นดนตรีของปีศาจและต้นเหตุของการเสื่อมเสียศีลธรรมของคนรุ่นใหม่ ผู้หญิงเริ่มมีสิทธิ์มีเสียงในการใช้ชีวิต การทำงาน และการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ยุคนี้จึงเป็นการถือกำเนิดของแฟชั่นสไตล์แฟลปเปอร์ (การละทิ้งคอร์เซ็ต สวมเสื้อผ้าโชว์แขนขา และการตัดผมสั้นที่ขัดใจผู้ใหญ่) บาร์แบบสปีกอีซี่โดยกลุ่มมาเฟียที่ลักลอบแอบขนแอลกอฮอล์ และการเต้นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงแจ๊ซ เพลงบลูส์ และวัฒนธรรมคนแอฟริกันอย่าง ชาร์ลสตัน ลินดี้ฮ็อพ และสวิง 

 

 

 Duke Ellington

Billie Holiday1

Ella Fitzgerald

 

1930’s

เพลงแจ๊ซและเพลงบลูส์ยังสามารถครองตลาดได้อย่างต่อเนื่องถึงแม้ทั่วโลกจะประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก ดนตรีแจ๊ซยังได้รับการพัฒนาโดยใช้จังหวะที่หนักแน่นเอามาผสมผสานกับเครื่องดนตรีทองเหลืองและเครื่องเป่าไม้ และเร่งจังหวะจนกลายเป็นดนตรีแนวสวิงที่ครึกครื้น ยุคเพลงสวิงหรือ Swing Era จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1935 เมื่อ Benny Goodman แสดงที่ลอสแอนเจลิส จนได้รับฉายานาม ราชาแห่งเพลงสวิง และนำเพลงแนวใหม่นี้เข้าสู่กระแสหลัก โดยมีศิลปินแจ๊ซคนอื่นๆ คอยช่วยสร้างสีสันให้กับยุคไม่ว่าจะเป็น Duke Ellington, Billie Holiday และ Ella Fitzgerald 

 

 

guitar

+ Gibson ES-150

 กีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกของโลกเปิดตัวในปี 1936 และถูกเล่นโดย Charlie Christian ขณะร่วมวงของ Benny Goodman ในปี 1939 ถึงแม้จะเสียชีวิตด้วยโรควัณโรคในอีก 2 ปีต่อมา เขาก็ได้รับขนานนามว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเพลงแนวบีบ็อบ เพลงแจ๊ซจังหวะเร็วที่จะกลายมาเป็นโมเดิร์นแจ๊ซในอนาคต และปิ๊กอัพกีตาร์ (ตัวระบบสัญญาณการสั่นของสาย) รุ่น Charlie Christian ในปัจจุบันยังราคาแพงสุดๆ อีกด้วย

 

 

 Bing Crosby

 

1940’s

ถึงแม้เพลงแจ๊ซและเพลงสวิงที่ดึงดูดกลุ่มคนดูที่เป็นผู้ใหญ่ยังครองกระแสอยู่อย่างต่อเนื่อง นักร้องแจ๊ซผู้ชายที่เน้นการแสดงอารมณ์ผ่านการใช้ไมโครโฟน (หรือที่เรียกว่า Crooner) เริ่มได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Frank Sinatra นักร้องและนักแสดงเริ่มมีฐานแฟนเป็นเด็กสาววัยรุ่น จนได้รับการขนานนามว่าเป็นทีนไอดอลคนแรกของโลก เขายังเป็นศิลปินที่มียอดขายเพลงมากที่สุดตลอดกาลและเป็นผู้นำแฟชั่นแห่งยุคอีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมี Bing Crosby นักแสดงและนักร้องเจ้าของเพลงฮิตอย่าง White Christmas ซิงเกิ้ลเพลงที่ขายดีที่สุดตลอดกาล (และยังอยู่อันดับ 1 ณ เวลานี้) ด้วยยอดขายกว่า 100 ล้านแผ่น … ถึงแม้ว่าทั้ง 2 จะไม่มองว่าตัวเองเป็น Crooner ก็ตาม

 

 

Frank Sinatra2

 

+ 33 1/3 LP Records

ในปี 1948 ค่ายเพลง Columbia Record เปิดตัวแผ่นเสียงไวนิลแบบ Long Play หรือ LP เป็นครั้งแรก โดยมีความเร็วการหมุนที่ 33 1/3 รอบ/นาที ด้วยแผ่นขนาด 12 นิ้วที่มาพร้อมกับร่องขนาดเล็กลง แผ่นเสียงรุ่นนี้จึงสามารถบรรจุจำนวนเพลงได้มากถึง 5-7 เพลงหรือประมาณ 20 กว่านาที

 

 

 Elvis Presley2

 

1950’s

ศิลปิน Crooner ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนมาถึงช่วงกลางปี 50’s เมื่อเพลงแนวร็อกแอนด์โรลที่ได้รับอิทธิพลจากคนผิวสีไม่ว่าจะเป็นเพลงแจ๊ซและบลูส์ มาผสมผสานกับเพลงสวิงและเพลงคันทรี่ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Elvis Presley ราชาแห่งร็อกแอนด์โรล ที่มาพร้อมกับสไตล์ Rockabilly สไตล์ร็อกแอนด์โรลที่ขับร้องโดยคนผิวขาว และได้อิทธิพลจากเพลงคันทรี่ (หรือที่นิยมเรียกกันว่า Hillbilly) จนกลายมาเป็นแนวเพลงที่ทรงอิทธิพลต่อวงการเพลง แฟชั่น และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต โดยเอลวิสยังมีเพลงฮิตในช่วง 1950’s มากมายไม่ว่าจะเป็น Heartbreak Hotel, Love Me Tender และ Jailhouse Rock 

 

Elvis Presley1

 

+ Eurovision Song Contest

การประกวดร้องเพลงระดับภาคพื้นยุโรปเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1956 (และยังมีมาจนถึงปัจจุบัน) เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในทวีปยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และถึงแม้ผู้ชนะจะได้รับการสนับสนุนในช่วงระยะสั้นๆ ABBA ผู้ชนะจากสวีเดนในปี 1974 และ Celine Dion ผู้ชนะจากสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1988 กลายเป็นศิลปินระดับโลกในเวลาต่อมา

 

 

 The Jimi Hendrix Experience

The Beach Boys

The Rolling Stones

 

1960’s

ดนตรีแนวบีทส์หรือบริติชบีทส์ถือกำเนิดขึ้นในเมืองลิเวอร์พูล (และเมืองใหญ่อื่นๆ ในอังกฤษ เช่น ลอนดอน แมนเชสเตอร์ และเบอร์มิงแฮม) ในช่วงต้นปี 60’s โดยการนำดนตรีแบบร็อกแอนด์โรลมาผสมผสานกับดูว็อปและอาร์แอนด์บี หลังจาก The Beatles ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในปี 1962 กับเพลง Love Me Do และ Please Please Me ในปีต่อมา เป็นการช่วยเปิดทางให้วงอังกฤษอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวงแนวบีทส์และวงแนวบลูส์ร็อกอย่าง The Rolling Stones, Fleetwood Mac และ Led Zeppelin และวงแนวไซเคเดลิกร็อกอย่าง Cream, The Who และ Pink Floyd ไปสู่การบุกตลาดดนตรีของอเมริกาที่เรียกกันว่า The British Invasion โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเพลง I Want to Hold Your Hand ของ The Beatles ขึ้นสู่อันดับ 1 ของชาร์ตบิลบอร์ดอเมริกาในปี 1964 ก่อนที่ 4 เต่าทองจะบินมาร่วมรายการ The Ed Sullivan Show ที่อเมริกาในเดือนต่อมา แต่ถึงแม้จะโดนกระแสดนตรีจากฝั่งอังกฤษบุกอย่างหนักหน่วง ดนตรีร็อกของอเมริกาก็เติบโตและแตกแขนงออกเป็นหลายแนวเพลง เช่น ไซเคเดลิกร็อกที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพหลอน เพลงเซิร์ฟร็อกจากฝั่งแคลิฟอร์เนีย และเพลงบลูส์ร็อก โดยมีศิลปินเด่นๆ ในยุคอย่าง The Jimi Hendrix Experience, The Doors และ The Beach Boys นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้งค่ายเพลง Motown สำหรับเพลงโซลในปี 1960 รวมถึงศิลปินอย่าง Bob Dylan ที่ออกมาแต่งเพลงถ่ายทอดความคิดเห็นด้านการเมืองในช่วงสงครามเวียดนามอีกด้วย

 

 

hippie1

hippie2

 

+ The Hippie Era

วัฒนธรรมฮิปปี้มาถึงจุดสูงสุดในช่วงยุค 60’s ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มวัยรุ่นผู้รักอิสระ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ชาวฮิปปี้มีชื่อเสียงในเรื่องยาเสพติด ชีวิตรักที่อิสระ การฟังเพลงแนวไซเคเดลิกร็อก แฟชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ และการต่อต้านสงคราม จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ Summer of Love ในปี 1967 ที่เมืองซานฟรานซิสโก โดยใช้ดอกไม้เป็นตัวแทนของสันติภาพ (เราจึงเรียกฮิปปี้ว่าบุปผาชน) และงานเทศกาลดนตรี Woodstock ในปี 1969

 

 

 The Beatles1

abba2

Sex Pistol

The Jackson 5 Show (05-11-1972)

David Bowie2


1970’s

การแยกวงของ The Beatles ในปี 1970 และการเสียชีวิตของศิลปินหลายคนทำให้ดนตรีไซเคเดลิกร็อกค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไป ในทางกลับกันเพลงโซล เพลงฟังก์ เพลงอาร์แอนด์บี และเพลงดิสโก้ค่อยๆ เฟื่องฟูพร้อมศิลปินหน้าใหม่แห่งยุคมากมายทั้ง Stevie Wonder, James Brown, ABBA, The Jackson 5, Bee Gees และ Village People ด้วยเหตุนี้เองเพลงร็อกในยุคนี้จึงมีความแข็งกร้าวและหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวฮาร์ดร็อกอย่างวง AC/DC จากประเทศออสเตรเลีย และวง Aerosmith จากอเมริกา นอกจากนี้ยังมีเพลงร็อกแนวใหม่ๆ อย่าง Patti Smith กับเพลง Hey Joe ที่ถือเป็นเพลงพังค์ร็อกเพลงแรกที่สร้างกระแสให้กับเพลงแนวนี้ และยังมีวง Sex Pistol เจ้าของเพลงฮิต God Saves the Queen ที่เสียดสีสังคมในสมัยนั้น รวมไปถึง David Bowie ผู้มากับแนวแกลมร็อกที่เน้นการแต่งตัวแต่งหน้าที่จัดจ้าน และ Elton John นักร้อง นักแต่งเพลง และนักเปียโนชาวอังกฤษที่เป็นป๊อปไอคอนแห่งยุคกับบทเพลงฮิตอย่าง Crocodile Rock และ Don’t Go Breaking My Heart

 

 

Bob Marley1

 

+ Raggae

หลังจากมีชื่อเสียงในแถบแคริบเบียนมาตั้งแต่ยุค 60’s ในฐานะวงสกาและวงเรกเก้ วง The Wailers ของ Bob Marley ได้ออก Catch a Fire อัลบั้มที่ 5 ภายใต้ค่าย Island Records ในปี 1973 และส่งให้เพลงเรกเก้จากประเทศจาไมก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยมีเพลง No Woman No Cry จากอัลบั้ม Natty Dread ในปี 1975 เป็นเพลงฮิตนอกประเทศเพลงแรกของวง

 

 

 

LL Cool J

Madonna1

Beastie Boys

 

1980’s

ช่อง MTV ออกอากาศครั้งแรกในปี 1981 และการฉายมิวสิกวิดีโอส่งผลต่อวงการเพลงเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ปี 1982 ศิลปินนิวเวฟ (ที่ได้แรงบันดาลใจจากพังค์ร็อกในยุค 70’s) และศิลปินแนวซินธ์ป๊อปจากอังกฤษอย่าง Flock of Seagulls, Duran Duran, Pet Shop Boys และ Boy George ใช้มิวสิกวิดีโอในการเข้าบุกยึดตลาดเพลงของอเมริกาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ศิลปินเพลงป๊อปชาวอเมริกันมากมายถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็น Michael Jackson ราชาเพลงป๊อปที่มาพร้อมกับเพลงฮิต Thriller ในปี 1982 และ Prince ศิลปินที่มาพร้อมกับการแต่งตัวไม่เหมือนใคร รวมไปถึงนักร้องหญิงแห่งยุคอย่าง Whitney Houston, Cyndi Lauper และ Madonna เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Like a Virgin, La Isla Bonita และ Like a Prayer ทางฝั่งเพลงร็อกนั้น ฮาร์ดร็อก เฮวี่เมทัล และแกลมเมทัลกลายเป็นแนวดนตรีฮิตไม่ว่าจะเป็นวง Queen, Iron Maiden และ Bon Jovi นอกจากนี้ดนตรีแนวแทรชเมทัลอย่าง Slayer, Metallica, Megadeth และ Anthrax กลายเป็นหัวหอกนำทัพในยุคนี้ด้วยซาวด์กีตาร์เชือดเฉือน บวกกับเนื้อหาเพลงอันสุดโต่ง ก่อนวัฒนธรรมของคนผิวสีจะมีอิทธิพลในช่วงปลายทศวรรษ 80’s ผ่านงานกราฟฟิตี้ แฟชั่น เบรกแดนซ์ และเพลงฮิปฮอป โดยมีศิลปินในยุคบุกเบิกอย่าง Beastie Boys, LL Cool J, N.W.A. และ Ice-T

 

 

X Japan

 

+ Visual Kei

ด้วยอิทธิพลของแกลมร็อก พังค์ร็อก และเฮวี่เมทัลจากตะวันตก วงร็อกของญี่ปุ่นถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี 80’s ไม่ว่าจะเป็นวงนอยซ์ร็อก วงฮาร์คอร์ และวงวิช่วลเคย์ หรือวงร็อกที่เน้นการแต่งหน้าแต่งตัวอย่าง X Japan ที่ได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็นวงแกลมร็อกวงแรกๆ ของประเทศญี่ปุ่น

 

 

 

Nirvana2

Britney Spears3

Spice Girls2

 

1990’s

ถึงแม้ทศวรรษนี้จะเต็มไปด้วยแนวเพลงที่หลากหลาย แต่แนวดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือแนวอัลเทอร์เนทีฟร็อก โดยเฉพาะแนวกรันจ์จากเมืองซีแอตเทิลที่มีวงหัวหอกอย่าง Nirvana มาพร้อมกับเพลงฮิต Smells Like a Teen Spirit ในปี 1991 นอกจากนี้ยังมีเพลงอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากการพัฒนาของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอย่าง Paul Oakenfold และ Moby รวมไปถึงแนวนูเมทัล ที่ผสมผสานกรันจ์ เมทัล และฮิปฮอปอย่างวง Limp Bizkit และ Korn ทางฝั่งอังกฤษเพลงบริทป๊อปอย่าง Oasis, Blur และ Suede ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก ก่อนเปลี่ยนถ่ายสู่ยุคทีนป๊อปทั้งศิลปินเดี่ยวและกลุ่ม กลายเป็นแนวดนตรีที่ยึดครองตลาดได้อย่างเหนียวแน่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายทศวรรษ 90’s อย่าง Spice Girls, Britney Spears, Christina Aguilera และวงบอยแบนด์ต่างๆ เช่น Backstreet Boys, Westlife และ ‘N Sync 

 

 

The Notorious B.I.G. 1

 

+ East Coast / West Coast

หลังจากเพลงฮิปฮอปและแก๊งสเตอร์แร็พถือกำเนิดขึ้นในช่วงกลางปี 80’s ศิลปินแร็พจากฝั่งตะวันตกอย่าง Ice-T และ Dr. Dre (สมาชิกของ N.W.A. ที่ออกอัลบั้ม Straight Outta Compton ในปี 1988 และเจ้าของค่ายเพลง Death Row Records ในลอสแอนเจลิส) ยังออกอัลบั้มที่สร้างกระแสต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในช่วงต้นศตวรรษ 1990’s และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 1993 Sean ‘P. Diddy’ Comb ได้ก่อตั้งค่ายเพลงในฝั่งตะวันออก Bad Boy Records ในนิวยอร์ก และเปิดตัวศิลปิน The Notorious B.I.G. ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในทันที ต่อมาในปี 1994 2Pac ศิลปินของ Death Row Records ถูกปล้นและถูกยิง เขากล่าวหาว่า The Notorious B.I.G. และ P.Diddy มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลังจากทางค่ายปล่อยเพลง Who Shot Ya? ถึงแม้ทั้งสองจะกล่าวว่าเพลงนี้แต่งขึ้นก่อนเหตุการณ์การปล้นนานแล้ว จากเหตุการณ์นี้ศิลปินจากทั้ง 2 ค่ายยังแต่งเพลงและทำมิวสิกวิดีโอล้อเลียนกันเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่ง 2Pac ถูกยิงเสียชีวิตในปี 1996 ตามด้วย The Notorious B.I.G. ที่ถูกยิงเสียชีวิตในปี 1997 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากความบาดหมางระหว่างทั้ง 2 ค่ายลง

 

 

 Amy Winehouse

The White Stripes

Eminem1

 

2000’s

นักร้องป๊อปและวงบอยแบนด์จากปลายทศวรรษก่อนยังคงสร้างกระแสในวงการเพลงอย่างต่อเนื่อง และดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟร็อกไม่ว่าจะเป็นการาจร็อกหรือโพสต์พังค์ก็กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยวงดนตรีใหม่ๆ อย่าง The Strokes, Coldplay, Arctic Monkeys และ The White Stripes ทางฝั่งอังกฤษนั้นดนตรีแนวไกรมส์ถือกำเนิดขึ้นในลอนดอนตะวันออก ซึ่งเป็นการแร็พที่ผสมผสานแนวการาจและฮิปฮอปเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีนักร้องหญิงเพลงโซลที่สร้างชื่อเสียงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Amy Winehouse, Joss Stone, Adele และ Duffy ที่เรียกได้ว่าเป็นการบุกตลาดเพลงอเมริกาจากนักร้องฝั่งอังกฤษอีกครั้ง อย่างไรก็ตามทั้งฝั่งอเมริกาเอง เพลงฮิปฮอปได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดและแพร่กระจายไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Beyonce, Jay-Z, Kanye West, Snoop Dogg, Nelly และ 50 Cent โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Eminem ที่ขายอัลบั้มได้อย่างถล่มทลาย ได้รับรางวัลอย่างล้นหลาม และได้รับการยกย่องจากหลายสถาบันว่าเป็นศิลปินแห่งยุค นอกจากนี้เพลง J-Pop จากญี่ปุ่นได้รับความนิยมไปทั่วเอเชีย โดยมีศิลปินระดับแนวหน้าอย่าง Utada Hikaru และ Ayumi Hamasaki รวมไปถึงวง Morning Musume และ Johnny 

 

 

Fatboy Slim

2006 Coachella Music Festival - Day 1

 

+ Digital Age

นอกเหนือจากอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย วงการเพลงก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวของ iTunes ในปี 2001 และ YouTube ในปี 2005 รวมไปถึงการใช้ซอฟต์แวร์อย่าง Auto-Tune ในการปรับเสียงร้อง ยุคดิจิตัลส่งผลให้เพลงอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการพัฒนา และมีดีเจเกิดขึ้นมากมายทั้ง Tiesto, Armin Van Buuren, Fatboy Slim, Daft Punk และ David Guetta และยังได้สอดแทรกเข้าไปอยู่ในเพลงแนวต่างๆ อีกด้วย 

 

 

 

Taylor Swift's RED Tour - Singapore

Calvin Harris

Katy Perry2

Lady Gaga2 

2010’s

ทศวรรษนี้ถือเป็นยุคของความหลากหลายทางดนตรีอย่างแท้จริง เพราะมีแนวเพลงให้เลือกฟังกันหลายแนว เพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ยังคงครองกระแสและผลิตดีเจหน้าใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Skrillex, Steve Aoki, Swedish House Mafia, Avicii และ Calvin Harris รวมไปถึงเพลงฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีอย่าง Rihanna, Drake และ Bruno Mars นอกจากนี้ศิลปินวัยรุ่นกลับมาสู่กระแสอีกครั้ง เช่น Taylor Swift, One Direction, Justin Bieber รวมไปถึงศิลปินป๊อปคนอื่นๆ อย่าง Lady Gaga, Katy Perry และ Sam Smith และศิลปินอินดี้ทั้งแนวร็อก ป๊อป และอาร์แอนด์บีจากทั่วโลก เช่น Ecosmith จากอเมริกา Gotye จากออสเตรเลีย และ Lorde จากนิวซีแลนด์

 

 

Super Junior

 

+ Korean Wave

ถึงแม้ว่าดนตรี K-Pop จากประเทศเกาหลีจะเริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงปี 90’s (ศิลปินยุคแรกๆ อย่าง Rain, Baby V.O.X. และ Shinhwa) เพลงเกาหลีได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดในทศวรรษนี้ เพลงเกาหลีนั้นเน้นที่การร้อง การเต้น และแฟชั่นที่หลากหลาย และมีวงดังมากมายไม่ว่าจะเป็น Super Junior, Girls Generation, TVXQ และ EXO โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเพลง Gangnam Style ของ Psy กลายเป็นเพลงที่มีคนชมมากที่สุดในยูทูปมากกว่า 2 พันล้านวิว และส่งให้เพลง K-Pop เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีก 

 

Please fill in all required fields:
Your Name (*)
Your Email (*)
Enter the code shown in the image (*)
Rate this story and Please give your reviews!

RATE THIS STORY

Your email address will not be shown

*

captcha

Enter the code shown in the image (*)